Home
  
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
กฎมือขวา PDF พิมพ์



 

 


แรงของลอเรนส์

เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเส้นลวดที่วางตัวอย่ในสนามแม่เหล็ก จะเกิดแรงกระทำต่อเส้นลวดนั้น ทิศของแรงหาได้จากกฎมือขวา ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของมอเตอร์ไฟฟ้า

วิธีทดลอง

นักเรียนสามารถเปลี่ยนแปลงค่าต่าง ๆ ได้ ดังนี้ เปลี่ยนทิศการไหลของกระแสไฟฟ้า คลิ๊กที่ Reverse current เปลี่ยนทิศของสนามแม่เหล็ก คลิ๊กที่ Turn magnet และถ้านักเรียนต้องการดูทิศการไหลของกระแสไฟฟ้า คลิ๊กที่ช่อง Current direction จะปรากฏลูกศรสีแดง ถ้าต้องการดูทิศของสนามแม่เหล็ก คลิ๊กที่ช่อง Magnetic field จะปรากฎลูกศรสีน้ำเงิน ถ้าต้องการดูทิศของแรงที่กระทำต่อเส้นลวด คลิ๊กที่ Lorentz force จะปรากฎลูกศรสีดำ

เมื่อนักเรียนทราบทิศของกระแสไฟฟ้า และทิศของสนามแม่เหล็ก ให้นักเรียนใช้กฎมือขวาหาทิศของแรงที่กระทำต่อเส้นลวด โดยที่

นิ้วชี้ แทน ทิศของกระแสไฟฟ้า
นิ้วกลาง แทน ทิศของสนามแม่เหล็ก
นิ้วหัวแม่มือ จะแสดง ทิศของแรงที่กระทำต่อเส้นลวด

คลิกเข้าไปทดลองครับ   ปรับปรุงเป็นภาษาไทย จาก นักเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

ถ้าทดลองไม่ได้ ให้ Download  Download จากฟิสิกส์ราชมงคล   ที่เครื่องของท่านก่อนครับ


ความคิดเห็นแรก | Views: 11966

ชุบทอง PDF พิมพ์
การชุบเคลือบผิวเครื่องประดับด้วยไฟฟ้า เช่น การชุบทอง เงิน นาก ว่ากันว่าเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ปัจจุบันยังคงพบเห็นร้านรับชุบเครื่องประดับ เครื่องหมาย และของที่ระลึกต่างๆ ตามแหล่งชุมชนอยู่บ้าง โดยมักเป็นร้านขนาดเล็กที่ทำคนเดียว ใช้พื้นที่หน้าร้านเพียงเล็กน้อยตั้งอุปกรณ์ รวมไปถึงร้านที่ทำเป็นกิจการขนาดกลางที่มีลูกจ้าง 4-5 คน ทำงานในห้องแถวเล็ก ๆ ไปจนถึงขนาดใหญ่ ที่สามารถชุบชิ้นงานได้เป็นร้อย ๆ ชิ้นในการชุบครั้งเดียว

ขั้นตอนการชุบ

        การชุบโลหะมีค่าประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ (รูปที่ 4)

การชุบทองแดงด่าง เป็นการชุบรองพื้น เพื่อให้การเคลือบผิวขั้นต่อไปยึดเกาะผิวได้ดีขึ้น เนื่องจากทองแดงด่างมีการยึดเกาะกับผิวชิ้นงานได้ดีมาก และโลหะมีค่าที่จะนำมาชุบทับสามารถยึดเกาะกับทองแดงด่างได้ดีกว่าเกาะผิวชิ้นงานโดยตรง รวมทั้งเพื่อเพิ่มความหนาของผิว ส่วนการชุบทองแดงกรดจะทำให้ผิวเรียบมันเงา ทำให้โลหะที่ชุบทับต่อไปเรียบเงา การชุบนิกเกิลจะทำให้ผิวชิ้นงานเป็นเงาสีขาวอมเหลือง เมื่อนำไปชุบทองหรือโลหะอื่นจะได้ชิ้นงานที่มีผิวชุบที่เงางาม ขั้นสุดท้ายเป็นการชุบโลหะมีค่า ได้แก่ โครเมียม ทองเหลือง นาก ทองเค เงิน ทอง ทองคำขาว และโลหะอื่น ๆ

ในการชุบจริงอาจมีการลดขั้นตอนลงตามความเหมาะสมของชิ้นงานด้วย เช่นหากชิ้นงานเป็นเครื่องประดับที่เคยเคลือบมาแล้ว ก็เพียงทำความสะอาดแล้วชุบขั้นสุดท้ายได้เลย ไม่ต้องชุบรองพื้นก่อน เป็นต้น

สารเคมีที่เกี่ยวข้อง

      การชุบโลหะมีค่าเป็นกิจกรรมที่มีสารเคมีเกี่ยวข้องด้วยจำนวนมาก ตัวอย่างสารเคมีที่ใช้ในการทำน้ำยาชุบและที่ใช้ในขั้นตอนต่าง ๆ มีดังนี้

        สารละลายสำหรับล้างทำความสะอาดผิวชิ้นงาน: การทำความสะอาดทั่วไปใช้สารละลายโซเดียมไซยาไนด์เข้มข้น 20 40 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ถ้าชิ้นงานสกปรกมากอาจต้องทำความสะอาดโดยใช้กรดหรือด่างกัดก่อน

        น้ำยาชุบทองแดงด่าง : สูตรที่ใช้ทั่วไปประกอบด้วยสารโซเดียมไซยาไนด์ โปตัสเซียมโซเดียมทาร์เทรต โซเดียมคาร์บอเนต และคอปเปอร์ไซยาไนด์ ผสมรวมกันในน้ำกลั่น

        น้ำยาชุบทองแดงกรด : เป็นส่วนผสมของสารคอปเปอร์ซัลเฟต กรดซัลฟุริกหรือกรดกำมะถันเข้มข้น 96% กรดไฮโดรคลอริกหรือกรดเกลือ และน้ำยาเงา (ทองแดง) น้ำกลั่น

        น้ำยาชุบนิกเกิล : มีองค์ประกอบหลักคือ นิกเกิลซัลเฟต นิกเกิลคลอไรด์ กรดบอริค น้ำยาพื้นนิกเกิล น้ำยาเงานิกเกิล น้ำกลั่น


ความคิดเห็นแรก | Views: 2500

ความน่ามหัศจรรย์ของ "ผึ้ง" PDF พิมพ์

ลักษณะของผึ้ง แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ

 
  1. ส่วนหัว ประกอบด้วยอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ที่สำคัญ คือ

     
    • ตารวม มีอยู่ 2 ตา ประกอบด้วย ดวงตาเล็กๆ เป็นรูปหกเหลี่ยมหลายพันตารวมกัน เชื่อมติดต่อกันเป็นแผง ทำให้ผึ้งสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้รอบทิศ
       
    • ตาเดี่ยว อยู่ด้านบนส่วนหัว ระหว่างตารวมสองข้าง เป็นจุดเล็กๆ 3 จุด อยู่ห่างกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งตาเดี่ยวนี้ จะเป็นส่วนที่รับรู้ในเรื่องของความเข้มของแสง ทำให้ผึ้งสามารถแยกสีต่างๆ ของสิ่งของที่เห็นได้ ฟริช ดาร์ล ฟอน ได้ทำการศึกษาและพบว่าผึ้งสามารถเห็นสีได้ 4 สี คือ สีอุลต้าไวโอเลต สีฟ้า สีฟ้าปนเขียว และสีเหลือง ส่วนช่วงแสงที่มากกว่า 700 มิลลิไมครอน ผึ้งจะมองเห็นเป็นสีดำ
       
    • หนวด ประกอบด้วย ข้อต่อและปล้องหนวดขนาดเท่าๆ กัน จำนวน 10 ปล้อง ประกอบเป็นเส้นหนวด ซึ่งจะทำหน้าที่รับความรู้สึกที่ไวมาก

     
  2. ส่วนอก ประกอบด้วย ปล้อง 4 ปล้อง ส่วนด้านล่างของอกปล้องแรกมีขาคู่หน้า อกปล้องกลางมีขาคู่กลาง และด้านบนปล้องมีปีกคู่หน้า ซึ่งมีขนาดใหญ่หนึ่งคู่ ส่วนล่างอกปล้องที่ 3 มีขาคู่ที่สาม ซึ่งขาหลังของผึ้งงานนี้ จะมีตระกร้อเก็บละอองเกสรดอกไม้ และด้านบนจะมีปีกคู่หลังอยู่หนึ่งคู่ที่เล็กกว่าปีกหน้า

     
  3. ส่วนท้อง ส่วนท้องของผึ้งงานและผึ้งนางพญา เราจะเห็นภายนอกเพียง 6 ปล้อง ส่วนปล้องที่ 8-10 จะหุบเข้าไปแทรกตัวรวมกันอยู่ในปล้องที่ 7 ส่วนผึ้งตัวผู้จะเห็น 7 ปล้อง
ลักษณะของผึ้ง

 

วรรณะของผึ้ง แบ่งออกเป็น 3 วรรณะ คือ

 
  1. ผึ้งนางพญา (The Queen)

    ผึ้งนางพญาสามารถแยกออกจากผึ้งตัวผู้ และผึ้งงานได้โดยง่าย เพราะผึ้งนางพญาจะมีขนาดใหญ่ และมีลำตัวยาวกว่าผึ้งตัวผู้และผึ้งงาน ปีกของผึ้งนางพญาจะมีขนาดสั้น เมื่อเทียบกับความยาวของลำตัว เนื่องจาก ส่วนท้องของผึ้งนางพญาจะค่อนข้างเรียวยาว ดูแล้วมีลักษณะคล้ายกับตัวต่อ ผึ้งนางพญาจะมีเหล็กไน ซึ่งมีไว้สำหรับต่อสู้กับนางพญาตัวอื่นเท่านั้น ไม่เหมือนผึ้งงานที่ใช้เหล็กไนไว้ทำร้ายศัตรู การเคลื่อนไหวของผึ้งนางพญาค่อนข้างเชื่องช้า แต่สุขุมรอบคอบ แต่ถ้าจำเป็นก็พบว่า นางพญาสามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเช่นกัน ในรังผึ้งนางพญาที่ถูกผสมพันธุ์แล้วเรามักจะพบอยู่บริเวณรวงผึ้งที่มีตัวอ่อนอยู่ภายในหลอดรวง นางพญาจะถูกห้อมล้อมด้วยผึ้งงาน โดยผึ้งงานจะใช้หนวดแตะหรือใช้ลิ้นเลียตามตัวผึ้งนางพญา ผึ้งงานเหล่านี้ ทำหน้าที่คอยให้อาหาร ทำความสะอาดและนำของเสียที่ผึ้งนางพญาขับถ่ายออกไปทิ้ง นอกจากนั้น ผึ้งงานยังรับเอาสารที่ผึ้งนางพญาผลิตออกมา แล้วส่งต่อให้ผึ้งงานตัวอื่นๆ หรือใช้ปีกกระพือให้กลิ่นของสารแพร่กระจายไปทั่วรังผึ้ง

     
    นางพญาผึ้ง


     
  2. ผึ้งตัวผู้ (The Drone)

    ผึ้งตัวผู้จะมีขนาดใหญ่และตัวอ้วนกว่าผึ้งนางพญาและผึ้งงาน แต่จะมีความยาวน้อยกว่าผึ้งนางพญา ผึ้งตัวผู้จะไม่มีเหล็กไน ลิ้นจะสั้นมาก มีไว้สำหรับคอยรับอาหารจากผึ้งงาน หรือดูดกินน้ำหวานจากที่เก็บไว้ในรวงเท่านั้น ผึ้งตัวผู้จะไม่มีการออกไปหาอาหารกินเองภายนอกรัง ผึ้งตัวผู้ไม่มีที่เก็บละอองเกสร เป็นที่ทราบกันดีว่า ผึ้งตัวผู้มีหน้าที่อย่างเดียวภายในรัง คือ ผสมพันธุ์ผึ้งตัวผู้จะไม่ทำงานอะไรทั้งสิ้นภายในรัง ปริมาณของผึ้งตัวผู้ภายในรังไม่แน่นอน อาจมีได้ตั้งแต่ศูนย์ถึงหลายพันตัวขึ้นกับฤดูกาล ผึ้งตัวผู้จะเจริญมาจากไข่ที่ไม่ได้รับการผสม (Un - fertilized egg) เมื่อตัวอ่อนของผึ้งตัวผู้โตเต็มที่ ผึ้งงานก็จะมาปิดฝาหลอดรวงด้วยไขผึ้ง ผึ้งตัวผู้ก็จะเข้าดักแด้อยู่ภายใน เมื่อครบกำหนดก็จะกัดไขผึ้งที่ปิดฝาออกมาเป็นตัวเต็มวัย อายุประมาณ 16 วัน พร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้

     
    ผึ้งตัวผู้


     
  3. ผึ้งงาน (The Worker)

    ผึ้งงานเป็นผึ้งที่มีขนาดเล็กที่สุดภายในรังผึ้ง แต่มีปริมาณมากที่สุด ผึ้งงานถือกำเนิดมาจากไข่ที่ได้รับการผสมกับเชื้อตัวผู้ (Fertilized egg) ผึ้งงานเป็นเพศเมียเช่นเดียวกับผึ้งนางพญา แต่เป็นเพศเมียที่ไม่สมบูรณ์ คือ ส่วนของรังไข่จะมีขนาดเล็กไม่สามารถสร้างไข่ได้ ยกเว้นในกรณีที่รังผึ้งรังนี้เกิดขาดนางพญาขึ้นมาก็พบว่า อาจมีผึ้งงานบางตัวสามารถวางไข่ได้ (Laying Worker) แต่ไข่ที่วางจะเป็นไข่ที่เป็นผึ้งตัวผู้

     
    ผึ้งงาน

การเจริญเติบโต

ไข่ที่ผึ้งนางพญาวางออกมาจะมีลักษณะสีขาวยาวปลายมนทั้ง 2 ข้าง ไข่จะถูกวางตั้งขึ้นมาจากก้นหลอดรวง เมื่อไข่อายุได้ 3 วัน ก็จะฟักออกมาเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนจะมีสีขาวลอยอยู่ในอาหารที่ผึ้งพยายามเอามาป้อนให้ ตัวอ่อนจะนอนขดอยู่ที่ก้นหลอดรวง เมื่อตัวอ่อนมีขนาดใหญ่ขึ้นเต็มก้นหลอดรวง ตัวอ่อนก็จะยืดตัวยาวออก โดยเอาหัวออกมาทางปากหลอดรวงแล้วเริ่มถักใยหุ้มตัว เริ่มเข้าดักแด้อยู่ภายในรังไหมนั้น แล้วก็จะออกมาเป็นตัวเต็มวัยต่อไปในระยะตัวอ่อน ผึ้งจะมีการลอกคราบ 5 ครั้ง การเจริญเติบโตของผึ้งนางพญา ผึ้งตัวผู้และผึ้งงานจะคล้ายคลึงกันแตกต่างกันก็ที่ระยะเวลาของการเจริญเติบโตแต่ละขั้น

 
ตารางแสดงระยะการเจริญเติบโตของแต่ละวรรณะ (วัน)

 
วรรณะ ระยะไข่ ระยะตัวหนอน ระยะดักแด้ รวมเวลา
ผึ้งนางพญา 3 5 1/2 7 1/2 16
ผึ้งตัวผู้ 3 6 1/2 14 1/2 24
ผึ้งงาน 3 6 12 21


 

ภาษาของผึ้ง

 
  1. การเต้นรำแบบวงกลม (Round dance) โดยผึ้งจะเดินเป็นวงกลมเล็กๆ บนรวง เปลี่ยนทิศทางอยู่บ่อยๆ ผึ้งจะเดินวนขวาเป็นวงกลมแล้วกลับวนซ้ายเป็นวงกลมอีกรอบหนึ่ง ผึ้งจะเต้นรำแบบนี้หลายวินาที หรือบางทีก็นานเป็นนาทีแล้วก็หยุด แล้วย้ายไปเต้นที่อื่นบนรวง ขณะที่ผึ้งทำการเต้นรำผึ้งตัวอื่นๆ ก็จะเอาหนวดมาแตะตามลำตัวของผึ้งที่กำลังเต้นอยู่นั้น
     
  2. การเต้นรำแบบส่ายท้อง (Wag - tail dance) ผึ้งจะเดินเป็นรูปครึ่งวงกลมทางซ้าย แล้วเดินเป็นเส้นตรง พอถึงจุดเริ่มก็จะเลี้ยวขวา เดินเป็นรูปครึ่งวงกลม และเดินเป็นเส้นตรงทับกับการเดินครั้งแรก จนถึงจุดเริ่มต้น เรียกว่า เดินครบหนึ่งรอบ ช่วงขณะที่ผึ้งเดินเป็นเส้นตรงผึ้งจะส่ายส่วนท้องไปมา ขณะที่เต้นรำผึ้งตัวอื่นๆ ก็จะให้ความสนใจล้อมรอบและใช้หนวดแตะ

เมื่อผึ้งกลับจากแหล่งอาหารที่อยู่ในรัศมีไม่เกิน 100 หลาจากรังผึ้ง จะเต้นแบบวงกลม ถ้าแหล่งอาหารอยู่ไกลกว่า 100 หลาออกไป การเต้นรำของผึ้งจะเปลี่ยนไปเต้นรำแบบส่ายท้อง ซึ่งการเต้นรำแบบส่ายท้องจะบอกทั้งระยะทางและทิศทางของแหล่งอาหาร

ส่วนระยะทางของแหล่งอาหารจะบอกด้วยความเร็ว หรือช้าในการเต้นรำครบ 1 รอบ เช่น ถ้าแหล่งอาหารอยู่ห่างจากรัง 100 หลา ผึ้งจะเต้นรำแบบส่ายท้อง 9-10 รอบใน 15 วินาที ถ้าอยู่ห่าง 600 หลา จะเต้น 7 รอบ ใน 15 วินาที ถ้าอยู่ห่าง 1 กิโลเมตร จะเต้น 4 รอบใน 15 วินาที ถ้าอยู่ห่าง 6 กิโลเมตร จะเต้น 2 รอบใน 15 วินาที แสดงว่า ถ้าแหล่งอาหารอยู่ไกลออกไป ผึ้งจะเต้นรำช้าลง

 

ทำไมน้ำผึ้งถึงเหนียว และข้น

น้ำผึ้ง เหนี่ยวและข้นเพราะว่า ผึ้งจะเก็บน้ำหวานลงสู่กระเพาะของมัน โดยมีน้ำย่อยจากต่อมน้ำลายขับออกมาเพื่อเปลี่ยนรูปน้ำตาล ในขณะที่ผึ้งกระพือปีกบินกลับรัง จะเกิดพลังงานความร้อน ทำให้ความชื้นในน้ำหวานลดลง และเมื่อนำน้ำหวานมาเก็บไว้ที่ที่รัง ก็จะพร้อมใจกันกระพือปีก เพื่อให้ความชื้นในน้ำหวานระเหยไป จึงกลายเป็นที่มาของน้ำผึ้ง เหนี่ยว ข้น รสชาติ กลมกล่อม ใครได้กินเป็นต้องติดใจ

ที่มาข้อมูล : http://agriqua.doae.go.th

ความคิดเห็นแรก | Views: 1339

สะพานแขวนที่อันตรายที่สุดในโลก PDF พิมพ์

หลายคนอาจจะเคยทราบถึงถนนหนทางที่อันตรายในการขับขี่มากที่สุดในโลกกันมาบ้าง แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงสะพานที่ใช้สำหรับการเดินที่อันตรายที่สุดในโลกกัน นั่นก็คือ "สะพานแขวน" ซึ่งเราสามารถพบสะพานดังกล่าวได้ตามประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน เนปาล และที่อื่นๆ อีกในหลายประเทศ

ทั้งนี้ อันตรายที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความเก่าแก่ของสะพาน ความแคบ ความสูงจากพื้นดิน ความเร็วของกระแสน้ำ หรือการผุพังของพื้นสะพานที่ทำด้วยไม้ แต่จะเกิดอันตรายด้วยเหตุผลใดก็ตามผู้คนในท้องถิ่นนั้นก็มีความจำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเริ่มทำความรู้จักกับสะพานแขวนที่อันตรายมากที่สุดในโลกกันเลยดีกว่า

Hussaini - Borit Lake, Pakistan

Hussaini - Borit Lake, Pakistan

Carrick-a-Rede Rope Bridge, Northern Ireland

Aiguille du Midi at the Mont Blanc Mountain, France

Loboc Hanging Bridge, Philippines

Taman Negara National Park Bridge, Malaysia

Hanging Bridge of Ghasa in Nepal

Siju Hanging Bridge, India

Some Hanging Bridge in India

Hanging Bridge at Thenmala, India

Just some bridge in Philippines

Repovesi nature park Valkeala, Finland

Arenal Hanging Bridges, Costa Rica

Hanging bridge in Bohol, Philippines

Kakum National Park Canopy Walkway

ความคิดเห็นแรก | Views: 1534

Fireball : ลูกไฟ PDF พิมพ์

    อาจเกิดจาก ดาวตก (Meteor) หรือ สะเก็ดดาว หรือ ฝนดาวตก (Meteor shower) โดยมีปรากฏการณ์เป็นแสงสว่างวาวโชติช่วงเหมือนก้อนลูกไฟ มีความสว่างระดับ 5 Magnitude ขึ้นไป (หน่วยวัดระดับความสว่างของวัตถุบนท้องฟ้า หรืออาจเปรียบ เทียบว่าเป็นระดับแสงที่สว่างมากกว่า เราเห็นดาวศุกร์ จากโลกด้วยตาเปล่าในเวลา กลางคืน)

ภาพถ่าย Fireball ฤดูร้อน ค.ศ. 2001 ที่แคนาดา ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นภายใน 1 นาที

     Leonid Fireball เกิดจากจุลอุกกาบาต Leonid เป็นเศษชิ้นส่วนจากดาวหาง Tempel-Tuttle (Leonid Comet) โคจรอยู่ในระบบสุริยะชั้นใน ต้นกำเนิดของฝนดาวตก Leonid meteor showe โดยมีเป็นประจำทุกปี Fireball ในภาพความเร็ว 70 กม./ วินาที วิ่งปะทะโมเลกุลในอากาศ ทำให้ อีเล็คตรอนแตกตัวระเบิดออกตลอดทาง เมื่อรวมตัวใหม่ เกิดการแผ่รังสีแสงสว่างออกมา

    โดยทั่วไป ดาวตก จำนวน 1 ดวง สามารถทำให้เกิดแสงสว่างลุกโชติช่วง แบบก้อน ลูกไฟได้มากนับพันดวง มักจะเกิดผลพวงจาก กรณีฝนดาวตก ที่มีกลุ่มใหญ่ (Major Meteor shower) ในกลุ่มฝนดาวตกเหล่านี้ เป็นการรวมตัวของ ก้อนฝุ่นขนาดเล็กๆคล้ายก้อนกรวด (ขนาดตั้งแต่ 1 ซม.ขึ้นไป) จำนวนมากที่ได้แตกกระจาย จากอุกกาบาต เศษซาก ดาวหางแล้วเกาะรวมกลุ่ม เป็นก้อนขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับ

    ในกลุ่มก้อนใหญ่ อาจมีการเกาะตัวอีก ตั้งแต่ จำนวน 10 ก้อน จนถึงมากกว่า 100 ก้อนขึ้นไป ไหลพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศได้ ขณะนั้นเกิดการเสียดสี แตกตัวระเบิดออกตลอดทาง เกิดเหมือนลูกไฟซึ่งอาจมี ขนาดใหญ่เล็กต่างกัน ตามจำนวนของวัตถุดิบที่รวมตัวกัน จึงเห็นเป็นปรากฏการณ์ ฝนดาวตก เหมือนดอกไม้ไฟ การลุกเป็นไฟดังกล่าว เรียกว่า Fireball สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน อาจ เป็นกลุ่มลูกไฟหลายลูกหรือเพียงลูกเดียวก็ได้ ขณะเกิด Fireball แล้ว มีคลื่น เสียงSonic boom เรียกว่า Bolide

ภาพนี้ถ่ายได้ที่ South Wales ประเทศอังกฤษ ด้วยความบังเอิญ คล้ายกับเครื่องบินตกแต่เมื่อเห็นอีกภาพ ลักษณะกลุ่มลูกไฟ สลายตัวมีแต่ควันกลางอากาศ จึงยืนยันได้ว่าเป็นการเกิด Fireball ที่แปลกประหลาด มีขนาดใหญ่ในเวลากลางวัน เช่นเดียวกับเคยเกิดที่อินเดีย ในความเป็นจริง Fireball เกิดได้ทุกที่ ทุกเวลาบนท้องฟ้า

ความคิดเห็นแรก | Views: 950

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 101 102 103 104 105 106 107 108 109 110 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 946 - 954 จาก 2521
ขณะนี้มี 56 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 5614252  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!