Home arrow บทความวิทยาศาสตร์ arrow โลกและการเปลี่ยนแปลง
  
เมนูอื่นๆ
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
โลกและการเปลี่ยนแปลง PDF พิมพ์

 เอกสารประกอบการสอน ว.204 ของ GTW (Great Teacher Witit)  

วิชา  มัธยมศึกษาปีที่ 2  ตอนที่ 1

              โลกและการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงของโลกสังเกตได้จากการที่เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดและอื่น ๆ นอกจากนี้ โลกยังมีการเปลี่ยนแปลงช้า ๆที่ไม่อาจสังเกตเห็นได้ชัด ในช่วงเวลาอันสั้น เช่นการสึกกร่อนของเปลือกโลกประเภทต่าง ๆ เช่น สึกกร่อนจาก  น้ำ  ลม ความร้อน   เป็นต้น  

สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงมี 2 แบบ คือแบบช้า ๆและและรวดเร็ว ส่วนใครจะแบ่งเป็นแบบ ช้า ช้ามาก เร็ว เร็วปานกลาง เร็วมาก ก็ตามใจ ไม่ว่ากัน แต่แบ่งเอาเอง

 คานท์ และลาพลาส      เสนอทฤษฎีว่าโลกและระบบสุริยะของเรา เกิดจากกลุ่มกาซที่ร้อนจัดและมีการหมุนอยู่  แรงเหวี่ยงจากการหมุน ทำให้เกิดเป็นวงแหวนหมุนกระจายออกจากศูนย์กลาง ซึ่งศูนย์กลางต่อมากลายเป็นดวงอาทิตย์ ส่วนกลุ่มก๊าซเย็นตัว กลายเป็นดาวเคราะห์และบริวารทั้งหลาย 

เจมส์ยีน

               รายนี้มาแปลก โดยบอกว่าสมัยก่อนมีดวงอาทิตย์อยู่เท่านั้น ยังไม่มีเหล่าบริวารห้อมล้อม ต่อมามีดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ดวงหนึ่งโคจรเฉียดเข้ามา แล้วโคจรห่างออกไป แรงดึงดูดทำให้มวลบางส่วนของดวงอาทิตย์หลุด ตามออกไปด้วย แต่อนิจจา วิ่งตามไม่ทัน ผลสุดท้ายเลยต้องตีวงกลับมาโคจรรอบดวงอาทิตย์ จะกลับเข้าดวง อาทิตย์อีกก็ไม่ได้ ไหน ๆ ก็หอบผ้าหอบผ่อนหนีออกจากบ้านมาแล้ว จะกลับก็กลัวขายหน้า เลยต้องอาศัยแรงเหวี่ยงหมุนรอบดวงอาทิตย์ และเย็นลงกลายเป็นเหล่าบริวารต่าง ๆ ของดวงอาทิตย์

เฟรดฮอยด์   และฮานส์ อัลเฟน

  สองรายนี้เอาทฤษฎี ของลาพลาส มาปรับปรุงอีกที บอกว่าดวงอาทิตย์มีอยู่ก่อนแล้ว โดยเกิดจากกลุ่มแก๊ซและฝุ่นละออง ต่อมามีการดึงเอากลุ่มแก๊ซ และฝุ่นละอองอื่น ๆ เข้ามารวมกันหมุนรอบดวงอาทิตย์ ก่อนเย็นตัวลงเป็นบริวารทั้งหลาย  ซึ่งก็ยังมีคนเถียงอีกว่า แก็ซร้อนน่าจะกระจายตัวออกไป แทนที่จะมารวมกัน คนที่ถือหางก็บอกว่า แรงดึงดูดครับแรงดึงดูด เลยไม่รู้จะเชื่อใครดี เพราะตอนเกิดดวงอาทิตย์ และโลก เรายังไม่เกิด อิอิ

โลกอยู่ที่ไหน    

อยู่ที่นี่ไง ใต้เท้าเรา ฮี่ๆๆล้อเล่น ..โลกเราจัดเป็นดวงดาวดวงหนึ่งอยู่ในระบบสุริยะ ระบบสุริยะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกาแล็กซี  และกาแล็กซีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจักรวาล   จะเห็นว่ามีคำศัพท์หลายคำที่ควรเข้าใจ  ฉะนั้นอย่าเสียเวลาเลย เริ่มกันที่ละส่วนกันเลย

ดวงดาว       คือเทหวัตถุขนาดใหญ่ อยู่ในอวกาศ อาจแบ่งเป็น 2 พวกคือ ดาวฤกษ์ คือดาวที่มีแสงสว่างในตัวเองและมีขนาดใหญ่ ร้อนจัดอีกต่างหาก เช่น ดวงอาทิตย์ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี

ดาวฤกษ์เวลาเรามองบนท้องฟ้าจะเห็นมันระยับระยับ เพราะมันอยู่ไกลจนรังสีของแสงเป็นเส้นขนาน (เรื่องนี้จะว่ากันถึงรายละเอียดภายหลัง ว่าทำไมดาวฤกษ์กระพริบ ดาวเคราะห์ไม่กระพริบ)

 แต่ในกาแล็กซี่ของเรายังมีดาวฤกษ์อีกนับหมื่นล้านดวง และยังมีกาแลกซี่อื่นนับหมื่นล้านกาแลกซี่  กาแล็กซี่จะอยู่กันเป็นกลุ่มๆ เรียกว่า กลุ่มกาแล็กซี่  แต่ละกาแลกซี่ก็มีดาวเป็นของตัวเองมากมาย  สรุปว่า นับไม่ถ้วน  ดาวอีกชนิดหนึ่งคือดาวเคราะห์  ซึ่งมักเป็นบริวารของดาวฤกษ์ คือดาวที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง  เช่น โลก และอีก 8 ดวงที่เหลือ ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ระบบสุริยะของเรามากที่สุด  คือ  ดาวพรอกซิมาเซนทอรี ซึ่งอยู่ห่างจากโลกเรา 38 ล้านล้านล้านกิโลเมตร ขนาดแสงเดินทางเร็วที่สุดแล้วยังต้องใช้เวลาประมาณ  4  ปี แว๊ก.. ระบบสุริยะ คือระบบดาวที่มีดาวฤกษ์เป็นศูนย์กลาง เช่น ดวงอาทิตย์ของเรา ระบบสุริยะของเราประกอบด้วยดาวเคราะห์ 9 ดวง และบริวาร รวมทั้งดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ระหว่างดวงอังคารกับดาวพฤหัส  ดาวหาง และอวกาศ ที่ไม่ใช่ที่ว่างเลยทีเดียว ยังมีอะตอมของธาตุบางอย่างอยู่อย่างเบาบาง ดาวเคราะห์เหล่านี้ยังมีบริวารอีกต่อหนึ่ง เรียกว่าดวงจันทร์  จะว่าไปดวงจันทร์ก็เป็นดาวเคราะห์ชนิดหนึ่ง ที่มันเล็กกว่าเลยเรียกว่าดวงจันทร์ ไม่ยอมรับเป็นพรรคพวกดาวเคราะห์

กาแล็กซี    หมายถึงกลุ่มดาวฤกษ์จำนวนมากมาย กินเนื้อที่มหาศาล วัดระยะทางกันเป็นปีแสง    

  ปีแสง เป็นหน่วยวัดระยะทาง ไม่ใช้วัดเวลาอย่างที่บางคนคิด  1 ปีแสงคือระยะทางที่แสงเดินทางในสุญญากาศเป็นเวลา 1 ปี  คิดเป็นระยะทาง 9,4605 x 1000000000000000  ไมล์   นี่ขนาด 1 ปีแสงนะ ลองนึกดูว่า กาแล็กซีซี่แอนโดรมีดรา ที่จัดว่าอยู่ใกล้กับกาแล็กซีของเราแล้ว  ยังห่างจากโลกเราตั้ง 2 ล้านปีแสง นับประสาอะไร กับกาแล็กซีอื่นที่มีนับแสนล้านกาแล็กซี     

จักรวาล และ เอกภพ

สองคำนี้ใช้แทนกันได้   คือมาจากคำว่า  Universe   เหมือนกัน  คำว่า เอกภพค่อนข้างจะะเป็นทางการ ส่วนคำว่า จักราวาลดูเราจะใช้กันมากกว่า ขนาดของจักรวาลไม่ต้องจินตนาการให้เสียเวลา แค่กาแล็กซี่ก็ นึกไม่ไหวแล้ว จักรวาลรวมเอาสรรพสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทุกกาแล็กซี ดาวทุกดวง อวกาศ แม้แต่กาลเวลา เข้าไว้ ในตัวของมัน  ปัจจุบันมีหลักฐานพบว่าจักรวาลของเรากำลัง ขยายตัว  ดาวฤกษ์ กาแล็กซี  ต่าง ๆ  กำลังวิ่งห่างออกจากกันทุกทิศทุกทาง  ไม่ใช่จักรวาลที่คงที่ดังเช่นทฤษฎี เก่า ๆ  จักรวาลเกิดอย่างไร             ไม่มีใครรู้ (อีกตามเคย…) แต่ที่เชื่อกันทุกวันนี้ (2545) คือ จักรวาลเกิดจากการระเบิดของมวลสารตั้งต้น กำเนิดจักรวาล  เรียกว่า ทฤษฎีการระเบิดครั้งใหญ่ (Big   Bang    Theory  )  ทฤษฎีบิกแบงนี้ความจริงซับซ้อนและเข้าใจยากนอกจากจะเรียนวิชาฟิสิกส์ชั้นสูง  เพราะเป็นการระเบิดที่ไม่มีศูนย์กลาง        ต่างจากการระเบิดธรรมดา ที่ระเบิดธรรมดามีการกระจายชิ้นส่วนออกจากจุดศูนย์กลาง  เมื่อเริ่มระเบิดบิกแบง มวลสาร อวกาศ และเวลา รวมทั้งกฎเกณฑ์ ทางวิทยาศาสตร์เริ่มเกิดขึ้น เห็นมั้ย..เริ่มงงจนน้ำลายฟูมปากแล้วสิท่าอย่ากระนั้นเลย ข้ามไปเรื่องอื่นดีกว่า  เอาเป้นว่าตอนนี้ให้นึกถึง การระเบิดแบบธรรมดา ไปพลางๆก่อน ก็ใช้ได้เหมือนกัน

ก่อนบิกแบงมีอะไร

  ใครจะไปตอบได้ เพราะก่อนบิกแบง เวลาและกฎทางวิทยาศาสตร์ของจักรวาลของเรา ยังไม่เกิด ดังนั้นเราจึงไม่อาจอธิบายอะไรได้  ยังไง ๆ มันก็ไม่มีผลอะไรกับจักรวาลของเรา แต่ที่แน่  ๆ ทฤษฎีบิกแบงยืนยันว่า เวลามีจุดเริ่มต้น (ก็คือเริ่มที่เริ่มเกิดบิกแบงนั่นเอง)

นอกจักวาลมีอะไร

  โถ….แค่ในจักรวาลของเราก็จะเป็นจะตายอยู่แล้ว ยังจะถามหานอกจักรวาลอีก  ไม่ว่ามันจะมีอะไร  หรือไม่มีอะไร หรือยังไงก็แล้วแต่ มันไม่เกี่ยวอะไรกับจักวาลของเรา     เพราะกฎเกณฑ์ไม่เหมือนกัน   เช่น จักรวาลของเราแรงโน้มถ่วงดึงดูดให้เราตกลงพื้นโลก จักรวาลอื่น (ถ้ามี)    แรงโน้มถ่วงอาจผลักให้เราลอยขึ้นอาจเป็นจักรวาลที่มี 4 มิติ (จักรวาลของเรา ถ้าไม่นับเวลาเข้าไปด้วย จัดว่ามี 3 มิติ)  ในโลก 4 มิติ ถ้าเราเทน้ำ ใส่ขวด เราจะสามารถดื่มน้ำจากขวดได้โดยไม่ต้องเปิดขวด โดยเทน้ำออกทางมิติที่ 4   ถ้าเอาคุกบ้านเราไปใส่ในจักวาลที่เป็น 4 มิติ   นักโทษคงดีใจเพราะจะพากันหนีออกทางมิติที่ 4 กันหมด ต้องทำกรงดักไว้ทางมิติที่ 4   ที่บรรยายมานี่ก็ไม่ต้องการให้นักเรียนซาบซึ้งหรือเข้าใจอะไรกันมากนักหรอก สุภาษิตว่า น้ำเยอะปลาไม่ตาย    และสรุปว่าเราอยู่ในจักรวาลของเรา เราไม่อาจบังอาจไปอธิบายสิ่งที่นอกเหนือจากความรู้ซึ่งมันพ้นจากเราไป  เหมือนคนตาบอดตั้งแต่เกิดพยายามที่จะอธิบายถึงความสวยงามของภาพเขียน

สัณฐานของโลก    

         โลกถ้ามองมาจากในอวกาศ  ไม่ว่าจะมองจากตำแหน่งใด  จะเห็นว่าโลกมีรูปร่าง กลม  และกลมมาก ๆด้วย  ภาพถ่ายจากดาวเทียมยืนยันว่าโลกกลม    สมัยก่อนเชื่อว่าโลกกลมแบน  โดยตรงกลางปล่องออกเล็กน้อย ความจริงถ้าวัดเส้นผ่าศูนย์กลาง  ในแนวดิ่งและแนวราบ เทียบกันดูจะพบว่าต่างกันอยู่ ประมาณ     44 กิโลเมตร  ถ้าเทียบกับขนาดที่ใหญ่มากของโลก ระยะเพียง  44 กิโลเมตรไม่มีทางสังเกตเห็น  สรุปว่า    สัณฐานของโลกกลมใครบอกว่าโลกกลมแบน ก็ควรสรุปว่าคนนั้นคิดอะไร ไม่รอบคอบ    ในโลกมีอะไร              โลกอาจแบ่งเป็น 3 ชั้น คือ               1.  เปลือกโลก  หนาประมาณ 6 – 35 กิโลเมตร   บางที่สุดแต่ก็สำคัญที่สุด               2. แมนเทิล   มีความหนาประมาณ 3,000  กิโลเมตร  ประกอบด้วยหินหลอมเหลวที่เรียกว่าหินหนืด หรือแมกมา ร้อนประมาณ 800 -  4,300   องศาเซลเซียส  ประกอบด้วยธาตุซิลิกอน ธาตุเหล็ก  ธาตุอะลูมีเนียม               3. แก่นโลก   หนาประมาณ 3440  กิโลเมตร  แบ่งเป็นชั้นนอกกับชั้นใน  ประกอบด้วยธาตุเหล็ก กับ นิเกิล     ซึ่งเป็นธาตุหนัก แก่นโลกขั้นนอก เป็นของเหลวร้อนประมาณ  4,300 -  6,200  องศาเซลเซียส  ส่วน  แก่นโลกชั้นใน  เป็นของแข็งอุณหภูมิประมาณ  6200 -  6400  องศาเซลเซียส      แก่นโลกชั้นในเป็นของแข็งเพราะมีความหนาแน่นสูงมาก (17g/cm 3  ) และได้รับความกดดันจากมวลเปลือกโลกและแมนเทิลที่ทับลงมา  

ตัวอย่างที่บอกว่าภายในโลกยังร้อนอยู่   เช่น  ปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิด น้ำพุร้อน  ภูเขาไฟระเบิดเกิดจากหินและแร่ที่อยู่ในโลกซึ่งอยู่ในสถานะของเหลวได้รับความกดดันสูง    จึงพยายามแทรกตัวออกมาสู่ผิวโลกบริเวณที่บอบบางหรือมีรอยแยก ส่วนน้ำผุร้อนเกิดจากน้ำที่ซึมลงใต้ดินลึก ๆ    ได้รับความร้อนและความกดดันสูงก็พยายามแทรกตัวออกสู่ผิวโลกเช่นกัน

สถานะของสสารในโลก

สสารมี 3 สถานะคือ  ก๊าซ ของเหลว ของแข็ง ซึ่งมีความหนาแน่นต่างกัน  ก๊าซ อนุภาคของสารอยู่กันหลวม ๆ  อยู่ห่างกันมาก อนุภาคของก๊าซเคลื่อนที่ทั่วภาชนะอย่างอิสระ ปริมาตรของก๊าซไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาตรของภาชนะ  ตัวอย่างสารที่อยู่ในสถานะก๊าซ   เช่น อากาศ    อากาศอยู่รอบ ๆ ตัวเราที่บางที่เห็นว่าอยู่นิ่ง ๆ ความจริงแล้วในระดับอนุภาค มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  อากาศปริมาตร   1    ลูกบาศก์นิ้วประกอบไปด้วยโมเลกุลต่าง    ถึง   420,000,000,000,000,000,000,000   โมเลกุล  ฟังดูไม่น่าเชื่อ  แต่อย่าลืมว่าโมเลกุลก๊าซต่าง ๆ เล็กมาก    โมเลกุลเหล่านี้เล็กกว่า  1  ใน  25   ล้านส่วนของนิ้ว  และโมเลกุลเหล่านี้เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว  ด้วยอัตราความเร็วเฉลี่ยประมาณ 550  หลา/วินาที หรือ 1,130  ไมล์/ชั่วโมง    แต่ละโมเลกุลของอากาศจะชนกันประมาณ   50,000,000,000   ครั้ง/วินาที    ที่อุณหภูมิและความดันปกติ ของเหลว  อนุภาคอยู่ใกล้กันมากกว่าก๊าซ แต่ยังมีช่องว่างระหว่างอนุภาค  มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค ปริมาตรของเหลวจะคงที่ แต่รูปร่างเปลี่ยนไปตามภาชนะ ของแข็ง   อนุภาคอยู่ชิดกันมาก แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคมีมากกว่าของเหลวจึงมีปริมาตรคงที่  รูปร่างคงที่อนุภาคไม่เคลื่อนไปมาแต่ยังมีการสั่นสะเทือนตลอดเวลา และจะสั่นสะเทือนมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สสารเกิดการเปลี่ยนสถานะของ

การเปลี่ยนสถานะของสาร

            การได้รับ หรือคายความร้อนของสาร เป็นสาเหตุสำคัญของการทำให้สสารเปลี่ยนสถานะ  อนุภาคของสารจะสั่นสะเทือน และ/หรือ  เคลื่อนที่เร็วขึ้นเมื่อได้รับความร้อน ในทางตรงข้าม จะสั่นสะเทือนน้อยลง เคลื่อนที่น้อยลงเมื่อคายความร้อน และถ้าไม่มีความร้อนเลยอนุภาคจะหยุดนิ่ง  (สภาพเช่นนี้มีในห้องทดลองเท่านั้น) ถ้าสสารไม่มีการเปลี่ยนสถานะคงวุ่นน่าดู  เหงื่อจากร่างการจะไม่มีการระเหยร่างกายระบายความร้อนได้ไม่ดี ฝนของก็จะไม่ตกเพราะไม่มีการระเหยและการกลั่นตัวฯ ล ฯ ตายสถานเดียว

เรื่องของอะตอม  

           อะตอม (Atom) เป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดของสสาร อะตอมปกติจะไม่อยู่ตามลำพัง มันจะไปเกาะกันมากกว่า 1 ตัวเพื่อให้เสถียรภาพ  ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดของอะตอมเป็นที่ว่าง  ตรงกลางมีนิวเคลียสซึ่งประกอบด้วย โปรตอน กับ นิวตรอน นิวเคลียสถ้าจะเทียบในอะตอมแล้วมีมวลมากแต่ขนาดเล็ก     สิ่งที่อยู่รอบ ๆ นิวเคลียสคือ   อิเล็กตรอน   อิเล็กตรอนหมุนวนรอบนิวเคลียส อิเล็กตรอนมีมวลน้อย เบากว่านิวเคลียส แต่ใหญ่กว่านิวเคลียสมาก โปรตอนมีประจุไฟฟ้าเป็น บวก (+)   อิเล็กตรอนมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ (-)   นิวตรอนเป็นกลาง   คุณสมบัติทางไฟฟ้าดังกล่าวเป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าเป็นอย่างมาก พอขึ้น ม. 3  นักเรียนจะได้เรียนเรื่องไฟฟ้า ซึ่งต้องอาศัยหลักการประจุไฟฟ้าของอะตอมดังที่กล่าวมา ไม่มีใครเคยเห็นอะตอม…..!!!! มันเล็กเกินกว่าที่จะใช้กล้องจุลทรรศน์มองเห็น   ที่เราทราบ เราเพียงแต่อาศัยร่องรอยของมัน  เหมือนคนที่เดินไปเห็นถนนที่มีรอยเท้าอยู่ ถึงเขาไม่เห็นว่าใครบ้างเดินผ่านมา แต่อาศัยการสังเกตดูรอยเท้า  ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่า มีคนเดินผ่านไปกี่คน นี่คือหลักการของนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับอนุภาคขนาดเล็กเช่น  อะตอม อย่าลืม….อะตอมส่วนใหญ่เป็นที่ว่าง สรรพสิ่งล้วนเกิดมาจากที่ว่าง  สสารทุกอย่างถ้าพิจารณาตามหลักนี้ ส่วนใหญ่ก็คือที่ว่าง ต่อให้เป็นโลหะเช่น เหล็ก   ที่เราเห็นเป็นของแข็งก็ตาม  ส่วนใหญ่คือที่ว่าง พระพุทธองค์ประจักความจริงในข้อนี้ ท่านถึงมีหลักธรรมว่า ทุกสิ่งเป็นอนัตตา เปลี่ยนแปลงเสมอ (เหมือนอนุภาคที่สั่นสะเทือนตลอดเวลา)  ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน แต่เพราะความหลงของเรา ที่คิดว่า สิ่งนี่คือของข้า  เลยกลายเป็นกิเลสที่หลงคิดว่าความว่างคือของเรา ตัวเรา (อาจารย์….นี่วิชาวิทยาศาสตร์นะ…)  ถ้าเรารู้เท่าทันถึง ความลวงดังกล่าว เราก็จะเข้าใจถึงหลักธรรมที่สอนให้เราอย่ายึดติดกับอะไรหรือใครปัจจุบันเราอยู่ที่นี่  อีกหน่อยเราก็ต้องอยู่ที่อื่น อะไรคือความจริง….ความสุข-ทุกข์ ล้วนเป็นมายา  สุขแทบตาย ทุกข์ปางตาย สุดท้ายมันก็จะผ่านไปเหลือเพียงความทรงจำมันไม่ใช่ความจริงแท้แน่นอน  นักบวชนิกายเซ็นคนหนึ่งกล่าวว่า ท่านแน่ใจอย่างไรว่าชีวิตท่าน คือความจริง ไม่ใช่ความฝัน   คำสอนของพระพุทธองค์หากพิจารณาให้ดีมันเป็นวิทยาศาสตร์  เสียดายที่ศาสนาของเรากำลังเสื่อมเพราะนักบวชทุศีล  ความหลงที่ประชาชนหันไปนับถือพระใบ้หวยหลักธรรมของพระพุทธองค์ไม่เคยสนับสนุนข้อนี้

โมเลกุล

                ถ้านักเรียนไม่ลืม หรือซาบซึ้งกับข้อเขียนของครูจนลาออกไปบวชเสียก่อน  คงจะจำได้ว่า ครูเคยบอกว่า  อะตอมไม่อยู่เดี่ยว ๆ มันขี้เหงา….มันต้องไปจับตัวกับอะตอมอื่นๆ เสมอ  และจับตัวอย่างมีกฎเกณฑ์ ผลคือ อะตอมที่จับตัวกันทำให้เกิดอนุภาคอย่างใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม เรียกว่า   โมเลกุล  ดังนั้น เราจึงอาจกล่าวได้ว่า   โมเลกุลคือ     อนุภาคที่เกิดจากการรวมตัวกันของอะตอม   ตั้งแต่ 2  อะตอมขึ้นไป ตัวอย่าง   อะตอมออกซิเจน 2 ตัว   รวมกัน กลายเป็นโมเลกุลของ ก๊าซออกซิเจน เราจะไม่พบอะตอมเดี่ยว ๆ ในธรรมชาติ…..

อะตอมมีกี่ประเภท

          สิ่งที่ทำให้อะตอมต่างกัน คือ จำนวนของอิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน นั่นเอง อะตอมชนิดหนึ่งจะแปลงเป็นอะตอมชนิดอื่นไม่ได้  อะตอมจะมีหลายชนิดนับร้อยเลยทีเดียว แต่อะตอมที่มีโครงสร้างง่ายที่สุดคืออะตอมของไฮโดรเจน ที่มีอิเล็กตรอนเพียง 1 ตัว  

ธาตุ    คือสสารที่เกิดจากอะตอม ชนิดเดียวกันมาจับตัวกันตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป  เช่น อะตอมของออกซิเจน 2 ตัว จับกันเป็นก๊าซออกซิเจน    สารประกอบ  คือ สสารที่เกิดจากอะตอม ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป  มาจับตัวกัน เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากอะตอมของ คาร์บอน(C) 1 อะตอม จับตัวกับ ออกซิเจน  (O) 2  อะตอม ธาตุชนิดเดียวกันจะมีขนาดต่างกันได้หรือไม่……..อ่านคำนิยามของคำว่าธาตุ แล้วควรตอบได้…!!!               คำตอบคือ  ได้…!!! อะตอม 1 ตัว เรียกว่า ธาตุ ได้หรือไม่…!!!!    อ่านคำนิยามคำว่าธาตุอีกรอบหากตอบไม่ได้ข้อสังเกต  ธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปจับตัวกันจะเป็นสารประกอบ สัญลักษณ์ของธาตุ      คือเครื่องหมายที่ใช้แทนชื่อธาตุ     คนที่ริเริ่มคนแรกคือ จอห์น  ดอลตัน ซึ่งเสนอใช้รูปภาพแทนชื่อธาตุ   ตอนแรกก็ดีอยู่หรอก แต่พอนานไป ธาตุเริ่มพบว่ามีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่าจะเขียนภาพอย่างไร  ปัจจุบันจึงหันมาใช้ตัวอักษรแทนซึ่ง คนที่คิดขึ้นคือ  โจนส์ จาคอบ เบอร์ซีเลียส    ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันจนปัจจุบันนี้  เช่น  ธาตุคาร์บอน = C,    เหล็ก = Fe,    แคลเซียม =  Ca,  ไนโตรเจน= N,  ฯ ลฯ….. สิ่งที่นักเรียนต้องทำได้ในตอนนี้คือ   เห็นสูตรโมเลกุลแล้วต้องบอกได้ว่า อะไรคือธาตุ  อะไรคือสารประกอบ                         เช่น    H2O  คือธาตุหรือสารประกอบ ต้องตอบให้ได้พร้อมเหตุผล

Views: 4575

ความคิดเห็นแรก

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ขณะนี้มี 53 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 6610121  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!